Profit Sharing For Thai Rice

- ข้าวเป็นสินค้าควบคุมเพราะมีผลอย่างมากต่อดัชนีเงินเฟ้อเพราะคนไทยส่วนใหญ่กินข้าว ประเทศไทยผลิตข้าวได้ประมาณปีละ ๓๐ ล้านตัน ( จาก  http://www.thairiceexporters.or.th/production.htm ) มีการบริโภคในประเทศประมาณ ๑๐ ล้านตัน

- ข้าวเปลือก ๑ ตัน สีเป็นข้าวสารได้ ๔๐๐ - ๘๐๐ กิโลกรัม ขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพของโรงสี

- โรงสีมักสีข้าวให้ชาวนาฟรีเพราะโรงสีได้ประโยชน์จากของเหลือ ราคาข้าวที่ชาวนาได้จึงคิดจาก ราคาข้าวสารที่ขายส่งให้พ่อค้าส่งออก(ปลีก?)


จากแนวคิด Profit Sharing ของพรรคภูมิใจไทย
ถ้าเราทำให้ ชาวนาเป็นผู้ปลูก โรงสีเป็นผู้ขายครบวงจร ทั้งส่งออกและขายส่ง แล้ว เอากำไรที่ได้มาแบ่งชาวนา ก็น่าจะ
ต้องลดห่วงโซ่ให้เหลือเฉพาะโรงสีที่แข็งแรงกับชาวนา อย่างอ้อยทำแชริ่งได้เพราะ มีชาวไร่อ้อยและโรงน้ำตาลที่แข็งแรง(ทำได้ทั้งส่งออกขายส่ง) เปลี่ยนพ่อค้าส่งออกอย่างเดียวมามีหุ้นในโรงสี(เทคโอเวอร์) หรือทำโรงสีที่ทันสมัยเสียเอง - ปล่อยกู้โรงสีให้ทำได้ครบวงจรเป็นระบบออโตเมชั่นต้นทุนต่ำคุณภาพสูง(สีต้นข้าวได้เยอะ)

สมมติ ชาวนาปลูกข้าวเปลือกเสาไห้ได้๑ตัน สีได้ข้าวสาร ๕๐๐ กก บรรจุถุงขายได้ ๕ กก ๘๐ บาท (ค้าปลีกขาย ๘๕-๑๐๐ และขายได้ดีเป็นราคาที่ผู้ซื้อพอใจ - สมมติ)ข้าวเปลือก ๑ตันจึงขายได้ ๘๐๐๐ บาท ถ้ามีแค่ชาวนากับโรงสี แบ่ง 70:30 ชาวนาจะได้ ๕๖๐๐ บาท แต่ปัจจุบัน ชาวนาจะได้ประมาณ ๘๐๐๐+ บาท เพราะโรงสีได้ผลประโยชน์จากของเหลือซึ่งน่าจะมากพอดูโรงสีถึงได้อยู่ได้อย่างมั่นคง

ข้อมูลจากภูมิใจไทย
โดยเมื่อคิดต้นทุนต่อการผลิตข้าวเปลือก1 ตัน ชาวนาต้องใช้เงิน 6,403 บาท ค่าขนส่ง 176 บาท รวมเป็น 6,579 บาท โดยมีราคาที่หน้าโรงสี 7,834 บาท (ราคาข้าวสารขายส่ง+กำไรบางส่วนจากของเหลือ - ผู้เขียน) ดังนั้น ชาวนาจะมีกำไร 1,255 บาท ต่อ 1ตัน  ขณะที่ โรงสี มีต้นทุน 7,834 บาท แต่จะมีรายได้เพิ่มจาก ปลายข้าว ข้าวหัก และ แกลบ ที่เหลือจากกระบวนการสีข้าวเปลือก ซึ่งจะทำให้ต้นทุนลดลงจากการซื้อข้าวจากชาวนา สุดท้าย คือ ผู้ส่งออก ซึ่งปรากฏว่ามีผลกำไรมากที่สุด มีต้นทุน 6,864 บาท/ตัน(ราคาข้าวสารขายส่งจากโรงสี-ผู้เขียน) ส่งออกราคา 9,085 บาท/ตัน กำไร 2,221 บาท(ผู้ค้าส่งออกก็มีต้นทุนนะ-ผู้เขียน)
ทดลองคิดแบ่งกำไร 70-15-15
ชาวนากำไร 1255 โรงสีกำไร ? ส่งออกกำไร 2221 สมมติว่ารวมกลมๆได้ 4000
จะแบ่งกำไรตามสูตรได้เป็น 2800-600-600 ( ชาวนาจะได้เงินเพิ่มอีก 1,545 บาทต่อตัน) จึงเห็นว่าโรงสีกับพ่อค้าส่งออกเป็นบริษัทเดียวกันจะได้ประโยชน์มากกว่าต้นทุนอาจลดลงได้อีก และอาจแบ่งกำไรเป็น 50-50 ชาวนาก็ยังได้เงินเพิ่ม 745 บาทต่อตัน
หรือจะแบ่งเป็น 45-45-10 , ชาวนา-โรงสี-กองทุน ชาวนาก็ยังได้เพิ่ม 545 บาทต่อตัน

สรุปคือ
๑) รัฐต้องช่วยให้โรงสีมีระบบการผลิตที่ทันสมัย ( เป็น Social Enterprise ? - ได้สิทธิพิเศษด้านภาษี ) มีประสิทธิภาพสูง มีพอเพียง ในพื้นที่ที่มีชาวนา
๒)โรงสีต้องทำการค้าแบบครบวงจร เปิดเผยกำไรต้นทุนให้หน่วยงานรัฐที่รับผิดชอบทราบเพื่อกำหนดอัตราการแบ่งปันผลกำไรที่เหมาะสม
๓) ชาวนาต้องเลือกปลูกข้าวที่เหมาะสมที่โรงสีเห็นชอบ
๔) ระบบชลประทานต้องเหมาะสม ควรพิจารณาระบบ การเก็บน้ำใต้ดินในบางพื้นที่
๕) ชาวนาไม่ต้องตากข้าว โรงสีต้องมีระบบคำนวณค่าความชื้นในข้าวของชาวนาที่แม่นยำ มีโรงไล่ความชื้นที่ทันสมัย คิดเป็นต้นทุนเฉลี่ยของชาวนาทุกคนที่ต้องใช้ (ในรัศมีพื้นที่เพาะปลูกเดียวกันความชื้นไม่น่าจะต่างกันมาก)

การผลิตข้าวของ ออสเตรเลีย

แหล่งที่มาของข้อมูล